วันคืน ณ วัดเสมียนนารี




- - ข้อมูล : วัดเสมียนนารี - -


ตรา : วัดเสมียนนารี


ตรา : เจ้าคณะเขต


- - - ข้อมูล : ด้านพระเณร - - -


- - ข้อมูล : ด้านการศึกษา - -


- - ข้อมูล : การให้บริการ - -


- - ข้อมูล : วันนักขัตฤกษ์ - -


- - -กิจกรรม : ตลอดทั้งปี- - -


- - กิจกรรม : กรณีพิเศษ - -


- -ดูแลเขต : การศึกษาสงฆ์- -


- - - เว็บไซต์ : พันธมิตร - - -

ร่วมเป็นพันธมิตร


มุม :พูด คุย



กำหนดการ
"กิจกรรม "วันมาฆบูชา" ณ วัดเสมียนนารี"
        

        * ทุกๆ ปี ทางวัดจะเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ได้เข้ามาร่วมบำเพ็ญบุญ ซึ่งกิจกรรมในวันนี้นั้น จะประกอบไปด้วย การใส่บาตร รักษาศีล ฟังธรรม ถือศีลอุโบสถ (๑ วัน ๑ คืน) ซึ่งตลอดทั้งวันจะมีรายการ แต่ละช่วงดังนี้ คือ        * เวลา ๐๖.๐๐ น. เริ่มต้นด้วยการร่วมกันทำบุญตักบาตรหน้าศาลาการเปรียญ
        * เวลา ๐๘.๓๐ น. สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ถวายพรพระ ถวายทาน
        * เวลา ๑๐.๐๐ น. ฟังพระธรรมเทศนา(แบบปุจฉา-วิสัชนา)หนึ่งกัณฑ์ โดยพระเดชพระคุณเจ้าคุณ "พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน" เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี กับ "พระครูสาทรปริยัติคุณ" เลขานุการเจ้าคณะเขตบางเขน-จตุจักร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
        * เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล เสร็จแล้วรับประทานอาหารร่วมกัน
        * เวลา ๑๓.๐๐ น. ร่วมปฏิบัติพร้อมกันกับโยมผู้ถือศีลอุโบสถ
        * เวลา ๑๕.๐๐ น. รับฟังพระธรรมเทศนา โดยพระเดชพระคุณเจ้าคุณ "พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน" เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี
        * เวลา ๑๖.๐๐ น. คณะสงฆ์วัดเสมียนนารี ลงฟัง "พระปาติโมกข์" ณ อุโบสถวัดเสมียนนารี
        * เวลา ๒๐.๐๐ น. คณะสงฆ์วัดเสมียนนารี และโยมผู้ถืออุโบสถศีลและพุทธศาสนิกชน ร่วมกันประกอบพิธีเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ณ อุโบสถวัดเสมียนนารี
        * เสร็จพิธี เวลา ๒๒.๐๐ น. โดยประมาณ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : กองงานเลขานุการวัดเสมียนนารี
พระปลัดธนกฤษณ์ กิตฺติปญฺโญ โทร : 081-846-3879


     มาฆบูชา         คำว่า มาฆบูชา (มา-คะ-บู-ชา) แปลตามศัพท์ว่า การบูชาในวันที่พระจันทร์เคลื่อนผ่านดาวฤกษ์ชื่อ มฆะ เรียกกันว่า พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓.         

     เมื่อครั้งพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี, ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ๔ ประการ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า จาตุรงคสันนิบาต, คือ พระภิกษุ ๑๒๕๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย,

     พระภิกษุเหล่านั้นล้วนบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง, พระภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์, และวันนั้นพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์. ในวันนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม ซึ่งมีชื่อว่า โอวาทปาฏิโมกข์ (โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก) แก่พระภิกษุที่มาชุมนุมกันนั้น.         คำว่า มาฆบูชา เป็นคำสมาส มาฆ เขียนไม่มีรูปสระ ะ แต่ออกเสียง สระ อะ เต็มเสียงว่า มา-คะ-บู-ชา.
*****************************************
ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน


    มาฆบูชา วันแห่งความรักในพุทธศาสนา        ในปีหนึ่งๆ นอกเหนือไปจากวันพระตามปกติแล้ว พุทธศาสนิกชนจะมีวันพระที่จัดเป็นวันสำคัญพิเศษอยู่อีก 3 วันคือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ทั้งสามวันนี้ได้มีผู้เปรียบเทียบว่า วันวิสาขบูชา อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ถือได้ว่าเป็น วันพระพุทธ วันอาสาฬหบูชา อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก เป็น วันพระธรรม และวันมาฆบูชา วันที่พระสงฆ์มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรับฟังหลักการ อุดมการณ์ ตลอดจนวิธีปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาเป็น วันพระสงฆ์

        สำหรับวันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ เดือนมาฆะคือเดือน 3 หรือเดือน 4 ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549

        ในสมัยโบราณก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า “ศิวาราตรี” คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่างๆ เมื่อพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้น พระภิกษุพุทธสาวกซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น

        เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชาได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่ ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา

        กล่าวคือนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา 9 เดือน (ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน 6 ถึง วันเพ็ญเดือน 3 ของอีกปี) และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา 7 เดือน (สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้ ) พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระสาวกขณะนั้นกว่า 1,300 องค์ ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน (ป่าไผ่) กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา

        ปรากฏว่าพระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง 1,250 องค์ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ ตลอดพระชนม์ชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์ 4 คือ

        1.พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นพุทธสาวก จำนวน 1,250 องค์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
        2.พระพุทสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง \
        3.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุอาสวักขยญาณคือญาณหยั่งรู้ธรรมที่เป็นที่สิ้นแห่งอาสวะหรือกิเลสทั้งหลาย
        4. วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ เป็นเวลากลางคืน อากาศไม่ร้อน ท้องฟ้าแจ่มใส

        ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้การมาครั้งนี้ของพุทธสาวกเป็นการประชุมพิเศษใน การแสดงโอวาทปาติโมกข์เพื่อประกาศหลักการ อุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้ยึดถือเป็นแม่บทสำหรับประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ และยังเป็นแม่บทในการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้


        โอวาทปาติโมกข์ที่ว่านี้ เป็นคนอย่างกับพระปาฏิโมกข์หรือศีล 227 ข้ออันเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ และพระภิกษุต้องลงโบสถ์ฟังทุกวันพระกึ่งเดือน ซึ่งโอวาทปาติโมกข์ที่พระบรมศาสดาแสดงในวันนั้น ถือเป็นหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ หรือเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียว

หลักธรรมดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หลักธรรม 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 อันได้แก่

        หลักการ 3 ได้แก่ 1.การไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาและใจ 2.การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง 3.การทำจิตใจให้ผ่องใส ด้วยการละบาปทั้งปวง ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนถึงขั้นบรรลุอรหันตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

        อุดมการณ์ 4 ได้แก่ 1. ความอดทน คือการอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ 2.ความไม่เบียดเบียน คือ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น 3. ความสงบ คือ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจาและใจ 4.นิพพาน คือ การดับทุกข์ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตตาม มรรคมีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ , สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา การพูดจาชอบ,สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ, สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ,สัมมาวายามะ ความพากเพียรชอบ, สัมมาสติ ความระลึกชอบ,สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

        วิธีการ 6 ได้แก่ 1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือโจมตีใคร 2.ไม่ทำร้าย คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น 3.สำรวมในปาติโมกข์ คือ ความเคารพระเบียบวินัย กติกา กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม 4.รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี พอกินพออยู่ 5.อยู่ในสถานที่ที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 6.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือการฝึกจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา

        สำหรับหลักการ 3 ที่กล่าวข้างต้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นการสอนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่พุทธศาสนิกชน ส่วนอุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลักครูหรือหลักของผู้สอนคือวิธีการที่จะนำไปปรับปรุงตัวให้เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งผู้ใดปฏิบัติได้นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ยังจะช่วยเผยแพร่พระศาสนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ที่มา : http://www.learntripitaka.com/History/MakhaBucha.html
เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2548

ทิพวรรณ จันดาทอง
แผนกประชาสัมพันธ์
สำนักงานกรรมการ มูลนิธิเด็ก
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549


เว็บจะดูสวยงามมากที่ความละเอียด 1024 X 768 และ Text Size Medium หรือเห็นอย่างไรก็ เซ็นเยี่ยมที่นี่
เว็บไซต์วัดเสมียนนารีเริ่มออนไลน์มาตั้งแต่ 17 : 08 : 48 ดูแลระบบโดยเว็บมาสเตอร์ e-mail : chimjarn@hotmail.com
ทางไป (1) & (2) วัดเสมียนนารี 32 ม.2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร.081-846-3554, 02-589-4972