วันคืน ณ วัดเสมียนนารี




- - ข้อมูล : วัดเสมียนนารี - -


ตรา : วัดเสมียนนารี


ตรา : เจ้าคณะเขต


- - - ข้อมูล : ด้านพระเณร - - -


- - ข้อมูล : ด้านการศึกษา - -


- - ข้อมูล : การให้บริการ - -


- - ข้อมูล : วันนักขัตฤกษ์ - -


- - -กิจกรรม : ตลอดทั้งปี- - -


- - กิจกรรม : กรณีพิเศษ - -


- -ดูแลเขต : การศึกษาสงฆ์- -


- - - เว็บไซต์ : พันธมิตร - - -

ร่วมเป็นพันธมิตร


มุม :พูด คุย



พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากศรีลังกา สู่ประเทศไทย 

เพื่อประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการาม  และ วัดเสมียนนารี
นำคณะโดย  พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี  เจ้าคณะภาค ๑ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

ระหว่างวันที่  ๑๘ - ๒๒  เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙


ศรีลังกา  เกาะมหัศจรรย์  ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วอันศักดิ์สิทธิ์  ดินแดนแห่งรอยยิ้มที่ได้นามว่า  สวรรค์บนพื้นพิภพ  ที่นี่คือตู้พระคัมภีร์แห่งพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง  อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  ความเขียวขจีดุจหยาดมรกตในคาบสมุทรอินเดีย  ที่ต่างชาติต่างศาสนาหมายปอง  ถิ่นแห่งวีรสงฆ์ผู้กอบกู้ประเทศศรีลังกาและกอบกู้พระพุทธศาสนาในยุคล่าอาณานิคม
การเดินทางไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้น  เริ่มต้นจากการที่พระเดชพระคุณ
พระพรหมโมลี  เจ้าคณะภาค ๑  เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม  กรุงเทพมหานคร  ได้ปรารภไปยัง
พระราชรัตนาภรณ์  เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร  กรุงเทพมหานคร  ว่า  มีศรัทธาปสาทะที่จะอัญเชิญ
พระบรมสารีริกธาตุ  จากประเทศศรีลังกา  มาประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการาม อย่างถาวร  เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดพิชยญาติการาม  และเพื่อให้ญาติโยมได้สักการบูชาอย่างใกล้ชิด 
มิต้องการที่จะอัญเชิญมาชั่วคราว  เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ก็อัญเชิญกลับประเทศศรีลังกา  เหมือนดังที่ได้มีหลายวัดและหลายหน่วยงานจัดทำกัน 

ความที่  พระราชรัตนาภรณ์  ท่านมีความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์ศรีลังกาเป็นอย่างดี  จากการที่ได้เดินทางไปประเทศศรีลังกาถึง ๑๐ กว่าครั้ง  และได้ทำคุณูปการอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่คณะสงฆ์
ศรีลังกาเป็นอันมาก  โดยเฉพาะการดำเนินการปิดทองคำแท้องค์เจดีย์ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว  ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวศรีลังกาเคารพสักการบูชาอย่างสูงสุด  ด้วยการนำคณะช่างจากประเทศไทยเดินทางไปดำเนินการจนแล้วเสร็จ  เมื่อได้รับคำปรารภของพระพรหมโมลีดังกล่าว  จึงได้ติดต่อไปยังคณะสงฆ์
ศรีลังกา  สยามนิกาย คณะอัศคิริยะ  เพื่อขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน
ณ วัดพิชยญาติการาม  ซึ่งถือเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ศรีลังกา

กล่าวถึงพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกานั้น  คณะสงฆ์ศรีลังกาแบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ ๓ นิกาย  คือ 
๑) สยามนิกาย   (หรือสยามวงศ์  อุบาลีวงศ์  ก็เรียก) 
๒) อมรปุรนิกาย  และ
๓) รามัญนิกาย 

โดยสยามนิกาย เป็นนิกายที่สืบเชื้อสายมาจากคณะสงฆ์สยามหรือคณะสงฆ์ไทยเรานั่นเอง    อมรปุรนิกายเป็นนิกายที่สืบเชื้อสายมาจากคณะสงฆ์พม่า  ส่วนรามัญนิกายเป็นนิกายที่สืบเชื้อสายมาจากคณะสงฆ์มอญ
พระพุทธศาสนาทั้ง ๓ นิกายในประเทศศรีลังกานั้น  นิกายที่ใหญ่หรือเจริญแพร่หลายมากที่สุดได้แก่  สยามนิกาย  โดยสยามนิกายนั้น  แบ่งการปกครองคณะสงฆ์ออกเป็น ๖  คณะ  คือ   


๑) คณะมัลวัตตะ (หรือฝ่ายคามวาสี)  ซึ่งมีสังฆนายก  พระนามว่า MOST. VEN. TIBBUTUWAWE SUMANGALA MAHA NAYAKA THERO  สถิตย์  ณ วัดมัลวัตถุ  (MALWATHU  VIHARAYA) เมืองแคนดี้ หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า วัดบุพพาราม
๒) คณะอัศคิริยะ (หรือฝ่ายอรัญญวาสี)  ซึ่งมีสังฆนายก  พระนามว่า  MOST. VEN. UDUGAMA BUDDHARAKKITHA MAHA NAYAKA THERO  สถิตย์  ณ วัดอัศคิริยะ  (ASAGIRIYA  VIHARAYA)  เมืองแคนดี้
๓)  คณะโกตเต
๔)  คณะกัลยาณี
๕)  คณะอูระ  และ
๖)  คณะอรัญญิกะ

เมื่อการติดต่อในการขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อมาประดิษฐานเป็นการถาวร
ณ วัดพิชยญาติการาม  จากคณะสงฆ์สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ ได้รับคำยืนยันจากพระราชรัตนาภรณ์ ว่า สังฆนายก  สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ  พระองค์ทรงมีพระเมตตาที่จะประทานพระบรมสารีริกธาตุ ให้กับพระพรหมโมลี เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการาม  พระพรหมโมลี  จึงได้ดำเนินการจัดเตรียมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ  ซึ่งกำหนดเดินทางในวันที่ ๑๘-๒๒ มกราคม ๒๕๔๙  โดยมี  พระพรหมโมลี  เป็นประธานฝ่ายคณะสงฆ์ และแม่ชีธนพร  ชัยประคอง  เป็นประธานฝ่ายฆราวาส   แล้วจึงเริ่มชักชวนพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาเพื่อร่วมคณะเดินทาง

ปฐมเหตุแห่งการร่วมเดินทางอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
จากประเทศศรีลังกา  สู่ประเทศไทย  ของ....พระครูอุทัยธรรมรัตน์ ในฝ่ายของคณะสงฆ์นั้น  พระพรหมโมลี ได้ชักชวนพระเถรานุเถระ ร่วมเดินทางไปกับท่านหลายรูปด้วยกัน  โดยหนึ่งในนั้นท่านได้ติดต่อมายังพระครูอุทัยธรรมรัตน์  เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี  เจ้าคณะเขตบางเขน-จตุจักร  เพื่อร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย  ซึ่งพระครูอุทัยธรรมรัตน์ก็ตอบตกลงที่จะร่วมเดินทางไปด้วย  การไปครั้งนี้มีคณะสงฆ์ร่วมเดินทางทั้งสิ้น ๑๒  รูป  ด้วยกัน คือ

๑)  พระพรหมโมลี  เจ้าคณะภาค ๑  เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม  กรุงเทพมหานคร
๒) พระราชรัตนาภรณ์  เจ้าคณะเขตพระนคร  เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร  กรุงเทพมหานคร
๓) พระอุดรคณารักษ์  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  กรุงเทพมหานคร
๔) พระครูปิยวัชราภรณ์  เจ้าคณะตำบลคลองกระแซ เขต ๒  เจ้าอาวาสวัดอัมพวันปิยาราม จังหวัดเพชรบุรี
๕) พระครูโสภณปัญญาวุธ   เจ้าคณะอำเภอพุทธมณฑล   ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง
จังหวัดนครปฐม
๖) พระครูโสภณธีรวัฒน์  เจ้าคณะเขตหนองแขม  เจ้าอาวาสวัดม่วง  กรุงเทพมหานคร
๗) พระครูปลัดไชยา  เขมสิริ  วัดมหาธาตุวรวิหาร  จังหวัดเพชรบุรี 
๘) พระกุมาร  สิริวฑฺฒโน  วัดอินทรวิหาร  กรุงเทพมหานคร
๙) พระครูอุทัยธรรมรัตน์  เจ้าคณะเขตบางเขน-จตุจักร  เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี  กรุงเทพมหานคร
๑๐) พระครูวิภัชอรรถวาที  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี  กรุงเทพมหานคร
๑๑) พระใบฎีกาทม  ทมจิตฺโต  วัดเสมียนนารี  กรุงเทพมหานคร
๑๒) พระมหาสิทธิศักดิ์  อคฺควีโร  วัดเสมียนนารี  กรุงเทพมหานคร

พร้อมทั้งคณะอุบาสกอุบาสิกาอีกจำนวน ๒๘ ท่าน  นำโดยแม่ชีธนพร  ชัยประคอง  รวมผู้ร่วมคณะเดินทางในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังมายังประเทศไทยในครั้งนี้ทั้งสิ้น
๔๐ รูป/คน  โดยมีพระภิกษุจากวัดเสมียนนารีร่วมเดินทางด้วยทั้งสิ้น จำนวน  ๔  รูป


การได้มาซึ่งการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน ณ องค์เจดีย์  วัดเสมียนนารี  ของ......พระครูอุทัยธรรมรัตน์

จากการที่พระครูอุทัยธรรมรัตน์  ได้รับคำชักชวนการเดินทางไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ประเทศศรีลังกาจากพระพรหมโมลี  พระครูอุทัยธรรมรัตน์จึงได้ปรารภกับพระพรหมโมลีถึงการดำเนินการสร้างองค์เจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของทางวัดเสมียนนารีที่กำลังดำเนินการอยู่ ณ ขณะนี้   โดยส่วนตัวเองก็มีความปรารถนาที่จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกามาประดิษฐานที่องค์เจดีย์เพื่อความเป็นสิริมงคลกับวัดเสมียนนารี  พระครูอุทัยธรรมรัตน์จึงปรารภว่าหากจะเมตตากับทางวัดเสมียนนารี  ก็อยากให้พระเดชพระคุณพระพรหมโมลีติดต่อเพื่อขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่องค์เจดีย์ของทางวัดเสมียนนารีที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่
ณ ปัจจุบันนี้ด้วย 
ด้วยเมตตาของพระเดชพระคุณพระพรหมโมลี เมื่อได้รับคำปรารภจากพระครูอุทัยธรรมรัตน์  ดังกล่าว  ท่านจึงได้ติดต่อไปยังพระราชรัตนาภรณ์ เพื่อให้ติดต่อไปยังประเทศศรีลังกาอีกครั้งหนึ่ง  โดยปรารภเหตุที่ทางวัดเสมียนนารีกำลังดำเนินการสร้างเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและปรารถนาที่จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่องค์เจดีย์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่วัดเพื่อให้พระภิกษุสามเณรและญาติโยมชาววัดเสมียนนารีได้สักการบูชา  พระราชรัตนาภรณ์จึงติดต่อเพื่อขอประทานพระบรมสารีริกธาตุจากสังฆนายก  สยามนิกาย  คณะมัลวัตตะ  ผ่านไปยังเลขาส่วนพระองค์  ซึ่งสังฆนายกพระองค์ก็ทรงมีพระเมตตา ในการประทานพระบรมสารีริกธาตุภายในวัดของพระองค์ให้กับทางวัดเสมียนนารี เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ องค์เจดีย์ของทางวัด

ข่าวมหามงคลในการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกาสู่วัดเสมียนนารี

จากการติดต่อเพื่อขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสังฆนายก สยามนิกาย  คณะมัลวัตตะ  เพื่อมาประดิษฐาน ณ เจดีย์ของวัดเสมียนนารี   ของพระราชรัตนาภรณ์  ได้รับคำยืนยันในประทานพระบรมสารีริกธาตุจากสังฆนายก สยามนิกาย  คณะมัลวัตตะ เป็นที่แน่นอน  พระราชรัตนาภรณ์จึงได้แจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังพระพรหมโมลี  หลังจากนั้นพระพรหมโมลีจึงได้แจ้งมายังพระครูอุทัยธรรมรัตน์    ถึงข่าวอันเป็นมหามงคลดังกล่าว  ซึ่งถือเป็นเรื่องอัศจรรย์และเป็นบุญบารมีของ
พระครูอุทัยธรรมรัตน์และวัดเสมียนนารีเป็นอย่างยิ่ง  การเดินทางไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
ณ ประเทศศรีลังกาในคราครั้งนี้จึงถือเป็นประวัติศาสตร์ของวัดเสมียนนารีที่จะต้องถูกจารึกไว้ในตำนานการสร้างเจดีย์ของทางวัด

วันพุธที่  ๑๘  มกราคม  ๒๕๔๙
จาก....ประเทศไทย  สู่  ประเทศศรีลังกา

            คณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกามาประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการามและวัดเสมียนนารี  จำนวน ๔๐ รูป/คน  นำคณะโดยพระพรหมโมลี ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย
พระเถรานุเถระรวมแล้วเป็นคณะสงฆ์จำนวน ๑๒ รูป  และแม่ชีธนพร  ชัยประคอง  ประธานฝ่ายฆราวาส  พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกา  จำนวน ๒๘ ท่าน  เดินทางสู่สนามบินดอนเมือง  ในช่วงเย็นของวันพุธที่  ๑๘  มกราคม ๒๕๔๙   โดยขึ้นเครื่องบินในเวลา  ๑๙:๔๕ น.  ออกเดินทางสู่  กรุงโคลัมโบ  ประเทศศรีลังกา  โดยสายการบินศรีลังกันแอร์ไลน์  เที่ยวบินที่ UL 889   ถึงสนามบินกัตตุนายเก 
กรุงโคลัมโบ  ประเทศศรีลังกา  ในเวลา  ๒๒:๑๐ น.  แล้วเข้าสู่ที่พัก  ณ  โรงแรมกาลาดารี  (GALADARI  HOTEL)

วันพฤหัสบดีที่  ๑๙  มกราคม  ๒๕๔๙
วันแรกในประเทศศรีลังกา   (โคลัมโบ – อนุราชปุระ – ดัมบุลลา)

            ช่วงเช้า  คณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกเดินทางสู่เมืองอนุราชปุระ  เพื่อนมัสการ ต้นพระศรีมหาโพธิ์  กิ่งที่นำไปจากพุทธคยา  สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  จากประเทศอินเดีย 
ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  เมื่อ  ๒,๓๐๐ ปีที่ผ่านมา   และนมัสการพระสุวรรณมาลิกเจดีย์หรือ เจดีย์รุวันเวลิซายะ  แล้วจึงเดินทางไปนมัสการถูปารามเจดีย์  พระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุด  เป็นพระเจดีย์องค์แรกของประเทศศรีลังกา  ซึ่งสถานที่นี้พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเข้านิโรธสมาบัติเป็นเวลา ๗ วัน  และพระเจดีย์ถูปารามนี้เองที่เป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญเบื้องขวา (กระดูกไหลปลาร้าเบื้องขวา)  ของพระพุทธเจ้า  ซึ่งมีอยู่ที่เดียวในโลก  ช่วงค่ำคณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้าสู่ที่พัก ณ ลอร์ดฮาบารานะ  (LODGE  HABARANA)


วันศุกร์ที่  ๒๐  มกราคม  ๒๕๔๙
วันที่สองในประเทศศรีลังกา  (ดัมบุลลา – แคนดี้)

ช่วงเช้า  คณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกเดินทางจากเมืองดัมบุลลาสู่เมืองแคนดี้  เพื่อเข้าเฝ้าถวายสักการะสังฆนายก  สยามนิกาย  คณะมัลลวัตตะ  เพื่อรับการประทานพระบรมสารีริกธาตุจากพระองค์มาประดิษฐาน ณ วัดเสมียนนารี  โดยหลังจากการเข้าเฝ้าถวายสักการะและร่วมฉายภาพกับสังฆนายก  สยามนิกาย  คณะมัลลวัตตะ  แล้ว   พระองค์ได้ทรงประทานให้เลขานุการส่วนพระองค์  เป็นผู้มอบถวายพระบรมสารีริกธาตุ แก่พระครูอุทัยธรรมรัตน์  เจ้าคณะเขตบางเขน-จตุจักร  เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี  เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ องค์เจดีย์ของทางวัดเสมียนนารี  
เมื่อประกอบพิธีรับมอบพระบรมสารีริกธาตุของวัดเสมียนนารีเสร็จแล้ว  คณะได้เดินทางสู่วัดอัศคิริยะ  อันเป็นที่ประทับของสังฆนายก  สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ  เพื่อกราบสักการะและฉายภาพร่วมกับพระองค์  โดยพระบรมสารีริกธาตุที่จะอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการามนั้น 
สังฆนายก  สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ  ได้ประทานให้เลขานุการส่วนพระองค์และคณะ  ได้ประสานไปยังวัดอรัญญกะ  เมืองโคลัมโบ  เพื่อจัดพิธีมอบถวายพระบรมสารีริกธาตุ  แก่พระพรหมโมลี  
เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการาม  พร้อมทั้งรับสั่งให้จัดขบวนต้อนรับและสมโภช
พระบรมสารีริกธาตุของวัดเสมียนนารีและวัดพิชยญาติการาม  ก่อนจะอัญเชิญจากประเทศศรีลังกากลับมายังประเทศไทย  โดยในวันอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับสู่ประเทศไทย  สังฆนายก 
สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ
   จะเสด็จมาเป็นประธานในการประทานพระบรมสารีริกธาตุ  แก่
พระพรหมโมลี
  ณ วัดพิชยญาติการาม 
หลังจากนั้นคณะได้กราบถวายทูลลา  สังฆนายก  สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ เพื่อมุ่งตรงสู่
วัดศรีดัลลาดามัลลิกาวะ  หรือวัดพระเขี้ยวแก้ว  ศูนย์รวมดวงใจชาวพุทธในประเทศศรีลังกา  เพื่อกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว  เสร็จแล้วได้เข้าพบท่าน นิลเม  ซึ่งท่านผู้นี้เป็นบุคคลที่มีความสำคัญและเป็นผู้ที่ประชาชนชาวศรีลังกาให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก  เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่ง นิลเม  นั้นจะเป็นผู้ถือกุญแจเจดีย์ครอบพระเขี้ยวแก้ว ๑ ใน ๓ ท่านของประเทศศรีลังกา  โดยผู้ที่ถือกุญแจอีก ๒ ท่านคือ  สังฆนายก  สยามนิกาย  คณะมัลลวัตตะและสังฆนายก  สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ  โดยทุกๆ ปี  จะมีการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกจากสถานที่ประดิษฐานเพื่อแห่สมโภชในประเทศศรีลังกา  ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศศรีลังกา 

ในช่วงค่ำหลังจากได้เข้าพบท่านนิลเมแล้ว  คณะได้เดินทางเข้าพัก ณ โรงแรมมหาเวลีริช  (MAHAWELI  REACH  HOTEL)

วันเสาร์ที่  ๒๑  มกราคม  ๒๕๔๙
วันที่สามในประเทศศรีลังกา  (แคนดี้-โคลัมโบ)

            คณะออกเดินทางจากเมืองแคนดี้  สู่เมืองโคลัมโบ  เพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านดิพพิติเยา  (DIPPITIYOA)  อันเป็นที่ตั้งของวัดอรัญญะ โดยสังฆนายก  สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ  ได้ประทานให้เลขานุการส่วนพระองค์และคณะสงฆ์วัดอรัญญะ  จัดพิธีต้อนรับ  และมอบถวายพระบรมสารีริกธาตุเพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการาม แก่พระพรหมโมลี   พร้อมทั้งจัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุทั้ง ๒ องค์  คือทั้งของวัดเสมียนนารีและวัดพิชยญาติการาม  ก่อนจะอัญเชิญกลับมาประดิษฐานยังประเทศไทย  โดยมีคณะผู้ที่ทำการต้อนรับและจัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ  ซึ่งประกอบไปด้วยคณะสงฆ์และประชาชนชาวศรีลังกาหลายพันคนเข้าร่วมในพิธี  โดยพิธีดังกล่าวจัดอย่างยิ่งใหญ่   มีช้างประดับเตกแต่งอย่างสวยงาม  ๒  เชือกนำขบวน  พร้อมทั้งคณะเปราเฮร่ากว่าร้อยชีวิต  แต่ละคนจะไม่สวมเสื้อ  มีแต่สร้อยสังวาลห้อยระย้า  ติดสนับเพลามีเสียงกระดิ่งดังตลอด  ร่ายรำท่วงท่านำขบวนแห่  ซึ่งคณะเปราเฮร่านั้น  เป็นคณะเครื่องดนตรีและการร่ายรำเพื่อสักการบูชาพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาตุในประเทศศรีลังกาเป็นประเพณีสืบมาช้านาน 
            หลังจากจัดพิธีต้อนรับ  สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ  และรับการมอบถวายพระบรมสารีริกธาตุให้กับพระพรหมโมลีเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  คณะได้เดินทางกลับที่พัก  เพื่อเตรียมตัวในการอัญเชิญ
พระบรมสารีริกธาตุกลับสู่ประเทศไทย

วันอาทิตย์ที่  ๒๒  มกราคม  ๒๕๔๙
วันที่สี่ในประเทศศรีลังกา  (โคลัมโบ - กรุงเทพมหานคร)

        คณะออกเดินทางจากที่พักสู่สนามบินกัตตุนายเก  กรุงโคลัมโบ  เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของวัดพิชยญาติการามและวัดเสมียนนารี  กลับมาประดิษฐานยังประเทศไทย  ในเวลา
๐๒:๔๕ น.  โดยสายการบิน  CATHAY  PACIFIC    เที่ยวบินที่ UL 889  โดยมีสังฆนายก 
สยามนิกาย  คณะอัศคิริยะ
  เสด็จประทับเครื่องบินมาพร้อมกับคณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ  ถึงสนามบินดอนเมือง  ประเทศไทย  เวลา  ๐๗:๑๐ น.  โดยประมาณ  แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานชั่วคราว  ณ ห้องรับรองพิเศษ CIP 5 สนามบินดอนเมือง  หลังจากนั้นจึงได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งของวัดพิชยญาติการามและวัดเสมียนนารี  ขึ้นประดิษฐานยังรถขบวนแห่สมโภชออกจากสนามบินดอนเมือง   ผ่านไปยังวงเวียนใหญ่ซึ่งมีคณะสงฆ์และประชาชนหลายพันคนตั้งขบวนรอรับพระบรมสารีริกธาตุเพื่อแห่สมโภชเข้าสู่วัดพิชยญาติการาม
        เมื่อขบวนแห่สมโภชพระบรมสารีริกธาตุ  ถึงวัดพิชยญาติการามแล้ว  สังฆนายก  สยามนิกาย คณะอัศคิริยะ  ประเทศศรีลังกา  เสด็จเป็นประธานในพิธีในการประทานพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกา  แก่พระพรหมโมลี  เจ้าคณะภาค ๑  เพื่อประดิษฐาน ณ วัดพิชยญาติการาม  และเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกาที่อัญเชิญมาประดิษฐานยัง
วัดพิชยญาติการามและวัดเสมียนนารี  โดยมี ฯพณฯ  สุวัจน์  ลิปตพัลลภ  รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธี  พร้อมทั้งข้าราชการและประชาชนที่ร่วมในพิธีหลายพันคน 
โดยวัดพิชยญาติการามกำหนดจัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุทั้งของวัดพิชยญาติการามและของวัดเสมียนนารี  เป็นระยะเวลา  ๖๙  วัน  เพื่อให้ประชาชนพุทธบริษัทได้สักการบูชา
            ในส่วนของการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับมาประดิษฐาน ณ เจดีย์ของทางวัดเสมียนนารีนั้น  มีกำหนดการที่จะประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน  และสมโภชยัง
วัดเสมียนนารีจากวัดพิชยญาติการาม  ในช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา ๒๕๔๙ (เอกสารไฟล์เวิร์ด)

พระมหาสิทธิศักดิ์  อคฺควีโร
ผู้จัดทำข้อมูล

โทรศัพท์  01-830-1224  ,  02-954-3114


เว็บจะดูสวยงามมากที่ความละเอียด 1024 X 768 และ Text Size Medium หรือเห็นอย่างไรก็ เซ็นเยี่ยมที่นี่
เว็บไซต์วัดเสมียนนารีเริ่มออนไลน์มาตั้งแต่ 17 : 08 : 48 ดูแลระบบโดยเว็บมาสเตอร์ e-mail : chimjarn@hotmail.com
ทางไป (1) & (2) วัดเสมียนนารี 32 ม.2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร.081-846-3554, 02-589-4972